ว่านค้างคาวดำ

                ...สมุทร ทองวิจิตร

 

ผมยกหัวข้อนี้ขึ้นมาเพื่อให้เพื่อนสิงห์ 18 ได้รู้จักยา
แผนโบราณขนานหนึ่ง สำหรับแก้อัมพฤกษ์ ความ
ดัน หัวใจ แต่ก่อนที่จะไปถึงสูตรส่วนผสมของยา
ผมขอแนะนำให้รู้จักกับส่วนผสมตัวแรกก่อน
ได้แก่ ว่านนางครวญ หน้าตาดูในรูปครับ

ว่านนางครวญหรือค้างคาวดำ (ชื่อทางพฤกษศาสตร์)
เป็นพืชตัวเดียวกัน ผมรู้ชื่อแต่ไม่รู้ต้นจริงหน้าตาเป็นอย่างไร
ตั้งแค่ปี 2516 ซึ่งปรากฏอยู่ในตำรายา ที่ปลัดอำเภอจากจังหวัดตรัง
นำมาเผยแพร่ สมัยฝึกอบรมหลักสูตรปลัดอำเภอที่วิทยาลัยการปกครอง

เมื่อ พ.ศ.2522 ผมได้ย้ายไปประจำที่อำเภอหนองจิก จ.ปัตตานี ผมได้เห็นว่านนางครวญ ต้นจริง ดอกจริงที่นั่น เพราะเป็นยุคที่ผู้คนเล่นว่านกันมาก

 เพราะเชื่อกันว่า ว่านหลายชนิดจะเสริมสิริมงคลให้กับผู้เลี้ยง เช่นว่านเสน่ห์จันทร์ นางคุ้ม รางเงิน รางนาค เป็นต้น ส่วนว่านนางครวญมี 2 ชนิด

มีตัวผู้กับตัวเมีย ตัวผู้ก้านเขียว ตัวเมียก้านดำ ผมนำมาเลี้ยงที่กรุงเทพฯ เนื่องจากไม่ได้ดูแลด้วยตนเอง จึงตายหมด เป็นพืชต้องการน้ำและความชุ่มชื้น

หากวันใดขาดน้ำ จะเหี่ยวเฉา ตามที่เห็นในภาพ รูป

และที่อำเภอหนองจิก ภรรยาของผู้บังคับบัญชาท่านหนึ่ง โปรดปรานการเลี้ยงว่านมากๆ ภายในบ้านพักจะประดับด้วยว่านที่มีชื่อเป็นสิริมงคลอ

ย่างสวยงาม แต่แปลกที่ว่านนางครวญ ถูกทิ้งไว้ในเรือนเพาะชำอย่างโดดเดี่ยว ไม่มีโอกาสขึ้นไปเสริมบารมีให้กับคนในบ้าน เพียงเพราะเธอชื่อนางครวญ

 ฟังแล้วไม่เป็นสิริมงคล และอาจทำให้เกิดความทุกข์ เศร้าโศก ให้กับเจ้าของบ้าน

หามีใครรู้ไม่ว่าสรรพคุณของว่านนางครวญมีมากมายมหาศา ล ผมเองรู้ดี แต่ลืมสนิทว่าส่วนประกอบของตัวยาแก้อัมพฤกษ์ ตัวอื่น ๆ มีอะไรบ้าง

จำได้แต่ว่านนางครวญ กับโสมเกาหลีเท่านั้น ตำรายาที่เก็บไว้ในแฟ้มหาอย่างไรก็ไม่เจอ สาเหตุที่ย้ายที่ทำงานบ่อยๆ เอกสารสำคัญ กับตำราสอบเลื่อนชั้นปนเปกันอิรุงตุงนัง
 

 

มื่อ พ.ศ.2525 ผมย้ายไปประจำที่ อ.ปะทิว จ.ชุมพร ผมได้พบเห็นว่านนางครวญที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ที่ตำบลทะเลทรัพย์ ซึ่งมีน้ำซับตลอดทั้งปี

และผมได้นำไปต้มยาแก้อัมพฤกษ์(ค้นพบตำรายาในเวลาต่อม า)ให้กับญาติผู้ใหญ่ ซึ่งมีอาการยกแขนข้างหนึ่งไม่ขึ้น และพูดไม่มีเสียง รักษาควบคู่ไปกับแพทย์แผนปัจจุบัน ปรากฏว่าหายเป็นปกติ
ต่อมาผมได้อ่านพบในเดลินิวน์ เป็นข้อมูลในต้นไม้ยาน่ารู้ ของธงชับ เปาอินทร์ บอกว่า ค้างคาวดำ บำรุงกำลังทางเพศ มีคำอธิบายว่า ค้างคาวดำเป็นไม้ล้มลุก มีเหง้าใต้ดิน สูง 50-60 ซม.

 ในประเทศไทยพบได้ทั่วไปในป่าดงดิบชื้น ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 500-1,000 เมตร ในภาคใต้ของประเทศไทยมีมาก ในต่างประเทศพบที่อินเดีย บังคลาเทศ พม่า จีนตอนใต้ ลาว มาเลเซีย
เหง้าของค้างคาวดำมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงกำลังสตรีมีคร รภ์ ต้มหรือดองสุราดื่มแก้โรคความดันเลือดต่ำ บำรุงกำลังทางเพศ ทั้งต้นนำมาต้มอาบ รักษาอาการผื่นคัน
ค้างคาวดำขึ้นได้ดีใต้ร่มเงาของไม้อื่นๆ มีใบเขียวสด ดอกรูปคล้ายหน้าค้างคาว มีหนวดสวยงาม แปลกตาดี เป็นไม้ประดับประเภทของแปลกๆ ก้านช่อดอกยาว ปักแจกันได้ ปลูกได้ตั้งแต่ที่ราบจนถึงภูเขาสูง 1,000 เมตร
ในประสบการณ์ของผมจากการย้ายที่ทำงานบ่อย ๆ ทำให้ผมพบแหล่งกำเนิดของค้างคาวดำอีก 2 แห่ง
1.พ.ศ.2539 พบที่น้ำตกตะเคียนทอง อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ที่ อ.ทองผาภูมิ มีภูเขาชื่อเขานางครวญ แต่ผมไม่เคยเข้าไปสำรวจ
2.พ.ศ.2544 พบที่บริเวณรอบถ้ำหลอด อ.ทุ่งสง และที่บ้านคีรีวงศ์ อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช ชาวบ้านเรียกหมากแผลน

อต้น ค้างคาวดำ ( Tacca chantrieri Andre ) ครับ ชื่อ อื่นๆ เนรพูสีไทย และ มีชื่อเรียก อื่นๆตามท้องถิ่น ทั่วประเทศไทย
เช่น กรุงเทพฯ เรียก มังกรดำ , ยะลา เรียกว่านพังพอน , ภาคเหนือ เรียกดีงูหว้า , จันทบุรีเรียก คลุ้ยเสีย ว่านหัวลา , ชุมพรเรียก ม้าถอนหลัก ฯลฯ
เป็นไม้ล้มลุก อายุหลายปี ขยายพันธุ์ด้วยการแยกกอ , ชอบที่ชื้นแฉะ แดดจัด- รำไร
ประโยชน์ ใบยอดอ่อน เผาไฟ ลวกต้ม กินกับลาบ ประโยชน์ทางยา หัวหั่นแว่น ดองเหล้า เป็นยาบำรุงกำลัง ชาวเขาเผ่ามูเซอ ใช้ต้น ใบ ราก ต้มกิน
แก้มะเร็ง
มีขึ้นทั่วไปตามป่า ดิบชื้น เคยเห็นขึ้นมากมายบน อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

หรือตาม link ข้างล่างนี้ก็ได้ครับ
http://www.pandacamp.net/?mo=3&art=89107
 

ชื่ออื่น เนรพูสีไทย เพี้ยฟานโคก ค้างคาวขาว ค้างคาวดำ (ต้นที่มีก้านดำ) ภาคใต้ = หมากแฟล จตุจักร Batman ดีงูหว้า (เหนือ) คลุ้ยเสีย ว่านหัวเลย ว่านหัวลา (จันทบุรี)

ดีปลาช่อน (ตราด) นิลพูสี (ตรัง) มังกรดำ (กรุงเทพฯ) ม้าถอนหลัก (ชุมพร) ว่านพังพอน (ยะลา) บีเมย (ภูไทย)

ตำรายาแก้อัมพฤกษ์ ความดัน หัวใจ

--------------------------------------------------------------------------------

1.โสมเกาหลี อายุ 6 ปีขึ้นไป น้ำหนัก 5 สลึงโดยประมาณ(1ลึง =3.5 กรัม)
2.ต้นเหงือกปลาหมอ 1 กำมือ(รวมกันหลายต้น) ถ้าซื้อจากร้านยาที่หั่นแล้ว กะพอประมาณ
3.ต้นค้างคาวดำ(ทั้ง5) 1 กำมือ(รวมกันหลายต้น)
4.ใบหนุมานประสานกาย 7 ก้าน
5.บรเพชร 1 ซม.

นำตัวยาลำดับ 2-5 ตากหรืออบแห้งแล้วมารวมกับโสมเกาหลี(หั่นเป็นแผ่นบาง และขั้วมาแล้ว) ห่อด้วยผ้าขาวบาง ใส่ภาชนะต้มน้ำพอท่วมยาจนเดือด ดื่มกินวันละ 2 แก้วเช้า-เย็น

อุ่นทุกวันๆละ 1 ครั้ง กินหมดเติมน้ำต้มใหม่ กินจนจืด

ข้อห้าม
1.ห้ามดื่มของมึนเมาระหว่างกินยานี้
2.ห้ามนำตัวยาไปแสวงหาประโยชน์เพื่อการค้า

ข้อพึงปฏิบัติ
นำกล้วยน้ำว้า 1 หวี ถวายพระ อุทิศส่วนกุศลให้เจ้าของยา

ผู้ไม่เป็นโรคนี้ สามารถต้มกินได้ บำรุงกำลังทางเพศ และปรับสภาพร่างกาย ดีนักแล

กลักหน้าหลัก